11 ตุลาคม 2553

ความขยันเป็นบ่อเกิดแห่งความสำเร็จ


            ท่านพระปลัดธีรพล อคฺคธมฺโม  เจ้าอาวาสวัดกุดลาด และเจ้าคณะตำบลกุดลาด เป็นพระนักพัฒนาที่มีความขยันหมั่นเพียร มีมานะ อุตสาหะในการทำงาน มีการก่อสร้างห้องน้ำ และปรับปรุงอาคารสถานที่ เพื่อรองรับศรัทธาญาติโยม เนื่องในงานบุญมหาชาติ ที่พิเศษไปกว่านั้น ได้มีการฉลองตราตั้งพระอุปัชฌาย์ให้แก่ท่านอีกด้วย

          และก็ท่านอีกเช่นเคยที่ได้นำพาพระภิกษุสามเณร  พร้อมด้วยศรัทธาของญาติโยมชาวบ้านนาคำ  ได้ปรับปรุงเทพื้นกุฏิวัดบ้านนาคำ เป็นวัดที่อยู่ในความดูแลของท่าน  ซึ่งญาติโยมก็ให้ความสมัครสมานสามัคคีกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำงานไปพร้อมกับท่าน  บางครั้งอาจจะมีความเหน็ดเหนื่อยกับการทำงาน และมีอุปสรรคเป็นบางครั้งบางคราว  แต่ก็ไม่เคยทำให้ท่านท้อแท้เลยสักนิด  เพราะสิ่งที่ทำลงไป เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนานั่นเอง
            จะเห็นได้ว่าญาติโยม ช่วยกันทำงานก็ไม่ใช่เพื่อหวังเงินเป็นค่าแรงตอบแทนเพียงอย่างเดียว  แต่ทำงานด้วยแรงศรัทธาที่มีในตัวท่าน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ 








10 ตุลาคม 2553

คำแผ่เมตตา


สัพเพ สัตตา    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ  จงเป็นสุขๆ เถิด   อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ  จงเป็นสุขๆ  อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา  โหนตุ  จงเป็นสุขๆ   อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ   จงมีความสุขกาย สุขใจ และรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเถิด
ยังกิญจิ กุสะลัง กัมมัง  กรรมใดที่เป็นกุศลอันใดอันหนึ่ง  ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในวันนี้  จงเป็นส่วนแด่ท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย  มีมารดาบิดาเป็นต้น   ตลอดจนถึงสัตว์เหล่าอื่น  ที่เป็นเพื่อนทุกข์  เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น   ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับซึ่งส่วนกุศล  ที่ข้าพเจ้าอุทิศถึงนี้เถิด ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะอธิษฐาน ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล  ที่ได้กระทำแล้วในวันนี้  จงเป็นพลวะปัจจัยเป็นอุปนิสัยนำส่ง  ขอให้เกิดสติปัญญาญาณ  ทั้งชาตินี้และชาติหน้าตลอดชาติอย่างยิ่ง  จนถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน นั้นเทอญ

บทปลงสังขาร


มนุษย์เราเอ๋ย                         เกิดมาทำไม
นิพพานมีสุข                         อยู่ไยมิไป
ตัณหาหน่วงหนัก                 หน่วงชักหน่วงไว้
ฉันไปไม่ได้                           ตัณหาผูกพัน
ห่วงนั้นพันผูก                       ห่วงลูกห่วงหลาน
ห่วงทรัพย์สินศฤงคาร        จงสละเสียเถิด
จะได้ไปนิพพาน                   ข้ามพ้นภพสาม
ยามหนุ่มสาวน้อย                หน้าตาแช่มช้อย
งามแล้วทุกประการ             แก่เฒ่าหนังยาน
แต่ล้วนเครื่องเหม็น             เอ็นใหญ่เก้าร้อย
เอ็นน้อยเก้าพัน                     มันมาทำเข็ญ
ให้ร้อนให้เย็น                        เมื่อยขบทั้งตัว
ขนคิ้วก็ขาว                           นัยน์ตาก็มัว
เส้นผมบนหัว                       ตำแล้วกลับหงอก
หน้าตาเว้าวอก                      ดูหน้าบัดสี
จะลุกก็โอย                            จะนั่งก็โอย
เหมือนดอกไม้โรย               ไม่มีเกสร
จะเข้าที่นอน                         พึงสอนภาวนา
พระอนิจจัง                           พระอนัตตา
เราท่านเกิดมา                       รังแต่จะตาย
ผู้ดีเข็ญใจ                              ก็ตายเหมือนกัน
เงินทองทั้งนั้น                      มิติดตัวไป
ตายไปเป็นผี                         ลูกเมียผัวรัก
เขาชักหน้าหนี                      เขาเหม็นซากผี
เปื่อย  เน่าพุพอง                   หมู่ญาติพี่น้อง
เขาหามเอาไป                      เขาวางลงไว้
เขานั่งร้องไห้                        แล้วกลับคืนมา
อยู่แต่ผู้เดียว                          ป่าไม้ชายเขียว
เหลียวไม่เห็นใคร                 เห็นแต่ฝูงแร้ง
เห็นแต่ฝูงกา                          เห็นแต่ฝูงหมา
ยื้อแย่งกันกิน                         ดูน่าสมเพช 
กระดูกกูเอ๋ย                           เรี่ยรายแผ่นดิน
แร้งกาหมากิน                       เอาเป็นอาหาร
เที่ยงคืนสงัด                         ตื่นขึ้นมินาน
ไม่เห็นลูกหลาน                   พี่น้อยเผ่าพันธุ์
เห็นแต่นกเค้า                        จับเจ่าเคียงกัน
เห็นแต่นกแสก                      ร้องแรกแหกขวัญ
เห็นแต่ฝูงผี                            ร้องไห้หากัน 
มนุษย์เราเอ๋ย                         อย่าหลงนักเลย
ไม่มีแก่นสาร                         อุตส่าห์ทำบุญ
ค้ำจุนเอาไว้                             จะได้ไปสวรรค์
จะได้ทัพระเจ้า                      จะได้เข้าพระนิพพาน
อะหัง วันทามิ  สัพพะโส
อะหัง  วันทามิ นิพพานะปัจจะโย  โหตุ
สาธุ  สาธุ  สาธุ  อะนุโมทามิฯ